Astronomical-phenomenon-news-site

ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่น่าเก็บภาพในปี 2019

จักรวาลเป็นพื้นที่กว้างขวางที่เต็มไปด้วยสิ่งน่าสนใจมากมาย มีดาวเคราะห์ มีดาวฤกษ์ และสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ที่สวยงาม แต่สิ่งที่เราคุ้นเคยและจับต้องได้มากสุดคงจะหนีไม่พ้น ซูเปอร์มูน หรือ ฝนดาวตก เป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่หาดูได้ง่ายสุด และในปี 2019 จะเป็นปีที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์มากมาย เรียกว่ามีให้ดูกันเกือบจะตลอดทั้งปี แต่จะมีอะไรกันบ้างเพื่อนๆ สามารถติดตามไปกับเราพร้อมๆ กันเลยด้านล่างนี้

จันทรุปราคา

มันเป็นปรากฏการณ์ทั่วไปที่เกิดจากเงาของโลกบดบังดวงจันทร์อย่างสมบูรณ์เป็นเวลา 1 ชั่วโมง 2 นาที สามารถมองเห็นได้จากส่วนตะวันตกของยุโรปและแอฟริกาและใต้และอเมริกาเหนือ มันจะเกิดพร้อมกับซูเปอร์มูน ซึ่งจะสามารหาดูได้ 3 ครั้งในปี 2019 ซูเปอร์มูนนี้จะเป็นดวงจันทร์ “เลือด” เกิดจากผลกระทบของชั้นบรรยากาศของโลกต่อความยาวคลื่นที่แตกต่างกันของแสง โดยจะแบ่งออกเป็น 4 ระดับตามความสว่างที่มองเห็น ถ้า 0 คือมองไม่เห็นดวงจันทร์ – 4 คือมองเห็นดวงจันทร์เป็นสีส้ม โดยมีขอบเรืองแสงชัดเจน โดยทุกๆ ปีจะเกิดได้มากสุด 5 ครั้ง แต่ไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง สามารถรอดูได้ในวันที่ 21 มกราคม

ซูเปอร์มูน

ดวงจันทร์ของเรามีวงโคจรเป็นรูปวงรี มีระยะห่างจากโลก 4 แสนกิโลเมตร ดังนั้นทำให้มันจะมีช่วงเวลาที่เข้าใกล้กับโลกมากขึ้นกว่าปกติ ในระยะที่ใกล้กับโลก 3.5 แสนกิโลเมตร จึงกลายเป็นปรากฏการซูเปอร์มูน ซึ่งส่งผลให้เรามองเห็นขนาดของดวงจันทร์ใหญ่ขึ้น และดูสว่างกว่าปกติ 15-30% นอกจากนี้ยังส่งผลกับกระน้ำขึ้นน้ำลงติดต่อกันหนึ่งหรือสองวัน สามารถดูได้ในวันที่ 21 มกราคม, 19 กุมภาพันธ์ และ 21 มีนาคม

ดาวพุธเคลื่อนตัวผ่านดวงอาทิตย์

เราสามารถมองเห็นดาวพุธได้เป็นเวลา 5 ชั่วโมง 29 นาที เมื่อดาวพุธเคลื่อนตัวผ่านหน้าของดวงอาทิตย์ ถือเป็น 1 ใน 14 รอบที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 โดยครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นในปี 2016 โดยจะสามารถดูได้ในวันที่ 11 พฤศจิกายนปีนี้ ถือเป็นภาพที่หาดูได้ยากมากๆ และนานๆ ครั้งจะมีโอกาสได้สัมผัส

ฝนดาวตกเจมิน

อุกกาบาตเหล่านี้มีต้นกำเนิดมาจาก 3200 Phaethon ดาวเคราะห์น้อยที่ถูกค้นพบในปี 1983 และโคจรรอบดวงอาทิตย์ทุก 3.3 ปี คาดว่าฝนดาวตกนี้จะมีประมาณ 100 ดวงต่อชั่วโมง แม้ว่าปีนี้มันจะเกิดขึ้นใกล้กับพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งจะทำให้เรามองเห็นมันไม่ค่อยชัดนัก และจะสังเกตได้ดีที่สุดก่อนรุ่งสาง วันที่เกิดฝนดาวตกคือวันที่ 12-16 ธันวาคม

Big-Bang-news-site

ต้นกำเนิดเอกภพ (Big Bang)

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเอกภพเกิดขึ้นมาจากการระเบิดครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “บิกแบง” เมื่อราวๆ 14 พันล้านปีก่อน ในช่วงนั้นจักรวาลยังมีรูปร่างเหมือนฟองสบู่ที่มีขนาดเล็กกว่าเข็มหมุดนับพันเท่า จนกระทั่งมันร้อนขึ้นและมีมวลหนาแน่นเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้ จากนั้นมันก็ระเบิดออกมาในที่สุด นั่นเองที่เป็นเหตุการณ์การกำเนิดของจักรวาล ไม่ว่าจะเป็นกาลเวลา อวกาศ และสสาร ต่างเกิดขึ้นมาจากบิกแบงในเพียงเสี้ยววินาที จักรวาลที่มีขนาดเล็กเพียงระดับอะตอม เติบโตขึ้นมาจนมีขนาดใหญ่กว่ากาแล็กซี และยังคงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนถึงทุกวันนี้จักรวาลยังคงขยายตัวอยู่ตลอดเวลา

ในขณะที่จักรวาลขยายตัวอยู่มันก็จะเริ่มเย็นตัวลงเรื่อยๆ พลังงานได้เริ่มเปลี่ยนเป็นสสารและปฏิสสาร ทั้งสองสสารเป็นคู่ที่ตรงข้ามกันและทำลายซึ่งกันและกัน โดยจะมีบางสสารที่สามารถรอดหลงเหลืออยู่ได้ อนุภาคที่เสถียรมากขึ้นเรียกว่าโปรตอนและนิวตรอนเริ่มก่อตัวเมื่อเอกภพมีอายุ 1 วินาที เมื่อเวลาผ่านไป 3 นาที อุณภูมิก็ลดลงต่ำกว่า 1 พันล้านองศาเซลเซียส ตอนนี้มันเย็นพอที่โปรตอนและนิวตรอนจะรวมตัวกันก่อตัวเป็นไฮโดรเจนและฮีเลียม หลังจากเวลาผ่านไป 300,000 ปี จักรวาลได้เย็นตัวลงถึงประมาณ 3000 องศา นิวเคลียสของอะตอมในที่สุดก็สามารถจับอิเล็กตรอนเพื่อสร้างอะตอม จากนั้นจักรวาลเต็มไปด้วยเมฆของไฮโดรเจนและก๊าซฮีเลียม

news-site-Big-Bang

หลังจากการกำเนิดเอกภพ

หลังจากเวลาผ่านไป 400 ล้านปีหลังจากบิกแบง จักรวาลเริ่มเข้าสู่ยุคมืด ซึ่งในช่วงเวลานี้กินเวลานานกว่าครึ่งพันล้านปี เกิดกลุ่มก๊าซยุบตัวมากพอที่จะก่อตัวเป็นดาวฤกษ์ และกาแลกซี่ขึ้นครั้งแรกได้ ในขณะที่พื้นที่ในจักรวาลเริ่มขยาย สสารต่างๆ จะถูกยึดเหนี่ยวกันด้วยแรงดึงดูด แถมยังมีพลังงานปริศนาที่เรียกว่า “พลังงานมืด” ที่เป็นตัวเร่งการขยายตัวของเอกภพอีกครั้ง

เวลาผ่านไป 9 พันล้านปี ระบบสุริยะของเราก็ถือกำเนิดขึ้น ปัจจุบันนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ประมาณการอายุขัยของเอกภพเอาไว้ราวๆ 13.8 พันล้านปี ส่วนระบบสุริยะมีอายุประมาณ 4.6 พันล้านปี การคำนวณนี้เกิดขึ้นจากการวัดองค์ประกอบของสสารและความหนาแน่นของพลังงานในเอกภพ สิ่งนี้ทำให้นักวิจัยสามารถคำนวณว่าเอกภพขยายตัวเร็วแค่ไหนในอดีต ด้วยความรู้เหล่านี้เหล่านักวิทยาศาสตร์สามารถหมุนนาฬิกาย้อนกลับไปยังจุดที่คาดการณ์ว่าเกิดบิกแบงเกิดขึ้น

เอกภพมีหน้าตาเป็นอย่างไร

ในปี ค.ศ.1920 นักดาราศาสตร์ Edwin Hubble ได้ค้นพบความจริงที่จักรวาลไม่ได้นิ่งเฉย และมันกำลังขยายตัว หลังจากนั้นก็มีแนวคิดที่ว่าความโน้มถ่วงของสสารในจักรวาลนั้น จะชะลอการขยายตัวของเอกภพ ในปี ค.ศ.1998 กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลได้สำรวจซุปเปอร์โนวาที่อยู่ห่างไกลมาก จนได้เปิดเผยว่าเมื่อนานมาแล้ว จักรวาลขยายตัวช้ากว่าในทุกวันนี้ กล่าวอีกนัยหนึ่งการขยายตัวของเอกภพไม่ได้ชะลอตัวลงตามแรงโน้มถ่วง แต่สิ่งที่เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยเร่งกระบวนการนี้คือพลังงานมืด